Get Adobe Flash player

สถิตเข้าชม

Computer Geeks

มี หนึ่งผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

บทสวดบูชาเจ้าแม่กวนอิม

ฟังอย่างอื่นกดหยุดนะ ครับ

     
 
   
อักษรจีน: 何野云圣祖
ภาษาจีนแต้จิ๋ว: ฮ้อเอี้ยฮุ้งเซี้ยโจ้ว
ภาษาจีนกลาง: เหอเหย่หยุน เซิ่งจู่
(Hé​ Yě Yún​ Shèng​zǔ)

ความหมายของชื่อ:

=
Hé​ อ่านว่า เหอ
เป็นแซ่หนึ่งของชาวจีน
= อ่านว่า เหย่
แปลได้หลายความหมาย เรียบง่าย, ขีดจำกัด
  Yún​ อ่านว่า หยุน
แปลว่า เมฆ
圣祖 = Shèng​zǔ อ่านว่า เซิ่งจู่
แปลว่า นักบุญผู้ปกป้องคุ้มครอง
 

 

     
องค์ฮ้อเอี้ยฮุ้งเซี้ยโจ้ว เป็นชาวเมืองลิ้มอัง (ปัจจุบันคือเมืองหั่งจิว) มณฑลเจี๊ยกกัง มีนามเดิมว่าซุ้ง แซ่โต๋ว บ้างก็ว่าอิ๊ก แซ่กัว ภายหลังมีสรรพนามว่า ซักบ้อเซียน ท่านเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับท่านเล้าแป๊ะอุง ในปลายรัชสมัยง้วนเชี้ยว (ราชวงศ์ หยวน) บ้านเมืองเกิดกลียุค ราชสำนักระส่ำระสาย เกิดกบฎขึ้นทั่วทุกหัวระแหง ต่างก็แย่งชิงอำนาจ และตั้งตนเป็นใหญ่ ครอบครองดินแดน


ท่านโต๋วซุ้ง (เซี้ยโจ้ว) และท่านเล้าแป๊ะอุง ได้พากันออกจากสำนักอาจารย์เพื่อแสวงหานายของตน ท่านโต๋วซุ้ง (เซี้ยโจ้ว) ได้เพ่งดูดวงดาวบนท้องฟ้าก็ทราบว่า ตั้งอิ้วเหลียง เสวยดาวจี้มุ้ย (ดาวฤกษ์) ซึ่งเป็นดาวจรัสแสง มาจุติ ย่อมเป็นผู้มีบุญ บารมีที่จะครอบครองแผ่นดิน ส่วนท่านเล้าแป๊ะอุงได้คำนวณดวงชะตาของจูง้วนเจียง ว่าเสวยดาวเทียงเก้า (ดาวราหู) มาจุติ เมื่อโคจรครบห้าพันปีก็จะเปล่งรัศมีหนึ่งครั้ง และบัดนี้กาลเวลาได้ประจวบที่จะเกิดปรากฎการณ์ดังกล่าว ดังนั้นท่าน เล้าแป๊ะอุงจึงเข้าร่วมกับ จูง้วนเจียง


ศิษย์ร่วมสำนักทั้งสอง จำต้องอยู่คนละฝ่าย การรบราฆ่าฟันกระจายไปทั่วแผ่นดิน จากมณฑลฮ้อน้ำเรื่อยไปถึงอังฮุย เจี๊ยกกัง และกังไซ ทำศึกอยู่หลายปี แผนการรบของเซี้ยโจ้ว ต้องการเดินทัพไปทางเอ้งเทียง (ปัจจุบันคือหน่ำเกีย) แล้ว ค่อยเข้าโจมตีตามแผน แต่ถูกตั้งอิ้วเหลียงคัดค้านอย่างเต็มที่ โดยให้สร้างกองเรือ และโจมตีเมืองหน่ำเชียง ฆ่าฟันผู้คนล้ม ตายไปทั่วแผ่นดิน เซี้ยโจ้วและเตียติ้งเปียงพยายามห้ามปรามอย่างไร ตั้งอิ้วเหลียงก็ไม่ฟัง กลับทวีความรุนแรง หมด ปัญญาที่จะทัดทาน เมื่อเดินทัพมาถึงกิ้วกัง เซี้ยโจ้วรู้สึกระอาต่อความดื้อรั้นของตั้งอิ้วเหลียงคิดจะตีจาก แต่ด้วยจิตใจที่มี ความจงรักภักดี จึงมิอาจทรยศต่อเจ้านายได้


วันหนึ่งเซี้ยโจ้ว ได้คำนวณและรู้ว่า ขุนพลฟ้าทั้งสองที่ลงมาจุติ จะต้องเหลือเพียงหนึ่งเดียว เพราะ ตั้งอิ้วเหลียงเสวยดาว จี้มุ้ย เป็นดาวของผู้มีบุญญาธิการที่จะได้ครองแผ่นดิน ส่วนจูง้วนเจียงเสวยดาวเทียงเก้า ซึ่งได้โคจรครบห้าพันปี ก็มีโอกาส สมความปรารถนาเช่นกัน ฉะนั้นดาวทั้งสองจะต้องถูกเรียกคืนไปหนึ่งดวง
 

ณ สมรภูมิรบในทะเลสาปพวงเอี๊ยง ตลอดระยะเวลาแห่งการทำศึกสงคราม ฝ่ายของตั้งอิ้วเหลียงซึ่งมีเซี้ยโจ้วเป็น เสนาธิการได้รับชัยชนะถึง 99 ครั้ง แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ในการศึกครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นครั้งสำคัญในการชี้ชะตาแพ้ชนะ ในศึกครั้งสุดท้ายนี้ เซี้ยโจ้วจึงได้บอกตั้งอิ้วเหลียงว่าต้องหลบซ่อนตัวในที่ลับ จึงจะพ้นเคราะห์กรรมในครั้งนี้ โดยให้เค้า หลบอยู่ใต้ท้อง เรือปิดอย่างมิดชิด ห้ามไม่ให้โผล่หน้าออกมา การรบได้ดำเนินไปจนถึงเที่ยงวัน ขณะที่ต่างฝ่ายต่างลั่น กลองรบเสียงดังสนั่นไปทั่ว   ตั้งอิ้วเหลียงบุญมี แต่วาสนาน้อย อารมณ์ร้อนรุนแรง ถูกด่าทอ และยั่วยุต่างๆ นานาจากฝ่าย ตรงข้าม จนลืมคำเตือนของเซี้ยโจ้ว อดทนซ่อนตัวต่อไปไม่ไหว จึงใช้กำลังเปิดท้องเรือโผล่หัวขึ้นมา ในที่สุดตั้งอิ้วเหลียง ก็ถูกลูกธนูโหม ยิงใส่อย่างบ้าคลั่งจนเต็มศีรษะ ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเสียดาย


เซี้ยโจ้วประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ ได้แต่ถอนใจและรำพันว่า “เจ้านายข้ามีบุญแต่ไร้วาสนา ไม่เชื่อฟังคำเตือน จึงต้องมา พ่ายแพ้เช่นนี้” เมื่อจูง้วนเจียงได้รับชัยชนะก็สถาปนาราชวงค์ว่า หมิง ท่านเสนาบดีเล้าแป๊ะอุง มิอาจลืมบทเรียนแห่งความ พ่ายแพ้ ถึง 99 ครั้งในอดีตได้ จึงยกย่อง และนับถือในความสามารถของเซี้ยโจ้วเป็นอย่างมาก


เซี้ยโจ้วเองก็มีความรอบรู้เกี่ยวกับเรื่องฮวงจุ้ยอย่างลึกซึ้ง จึงผันชีวิตตนเองมาเป็นซินแส ฮวงจุ้ย เริ่มแรกได้มาพักอาศัย อยู่กับเศรษฐีแซ่เฮ้ง ชั่วระยะเวลาหนึ่ง และได้ช่วยดูตำแหน่งสร้างศาลบรรพชนให้แก่ เศรษฐีแซ่เฮ้ง การก่อสร้างดำเนิน มาจนถึงขั้นตอนจะยกคานเอก เซี้ยโจ้วได้คำนวณ และรู้ว่าจักรพรรดิ์จูง้วนเจียง และท่านเสนาบดีเล้าแป๊ะอุง กำลังเดินทาง มาพบตนที่นี่ เพื่อเชิญให้ไปช่วยราชการบ้านเมือง แต่เซี้ยโจ้วได้ตัดสินใจละทิ้งบุญวาสานาทางโลก ไม่สนใจยศฐาบรรดา ศักดิ์อีกแล้ว และไม่ยอมที่จะเป็นบ่าวสองนาย ดังนั้นจึงพูดกับเศรษฐีแซ่เฮ้งว่า “ข้ามีธุระที่ต้องล่องลงใต้พรุ่งนี้ ซึ่งเป็นเวลา ที่จะต้องยกคานเอก จะมีผู้มีบุญญาธิการสองคนเดินทางมาที่นี่ ขอให้ท่านเศรษฐีจัดเตรียมอาหารไว้คอยต้อนรับ หลังจาก รินสุราให้สามจอกแล้ว ก็รีบยกคานเอกขึ้น แล้วเชิญคนทั้งสองอวยพรให้ ทั้งสองท่านเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ที่สุดใน แผ่นดินขณะนี้ หากได้รับพรจากเขา อนาคตจะมีบุญวาสนามาก” ก่อนที่เซี้ยโจ้วจะจากไป ก็ได้ฝากจดหมายปิดผนึกฉบับ หนึ่ง ขอให้ท่านเศรษฐีช่วยมอบให้คนที่มีอายุมากกว่า ข้อความในจดหมายเขียนไว้ว่า “ภารกิจเสร็จสิ้นให้จากไป หากแม้น ไม่ จะมีภัยมาใกล้ตัว” จากนั้นเซี้ยโจ้วก็อำลา โดยมุ่งหน้าลงไปทางใต้ มีคำกลอนเขียนเอาไว้ว่า
 

                      มุ่งลงใต้ให้ดาวเดือนเป็นเพื่อนข้า                    ต้องฟันฝ่าธารน้ำใสไปให้ถึง
                      ร้อยลี้ลับนับน้อยนิดคิดคำนึง                         มีบุญจึงได้พบพานกับท่านเอย


พอถึงเที่ยงวันรุ่งขึ้น ก็มีบุคคลสองคนแต่งกายเรียบร้อย หน้าตาดูภูมิฐาน มาตามหาเซี้ยโจ้ว ท่านเศรษฐีแซ่เฮ้งก็เชื้อเชิญ บุคคลทั้งสองเข้ามารับประทานอาหาร เนื่องด้วยบุคคลทั้งสองเดินทางมาไกลเหน็ดเหนื่อย ท้องก็กำลังหิว จึงตอบรับคำเชิญ ภายหลังดื่มสุราแล้ว เศรษฐีแซ่เฮ้ง ก็ได้ฤกษ์ยกคานเองขึ้นพร้อมทั้งเรียนเชิญบุคคลทั้งสองกล่าวอวยพร ทั้งสองลังเลอยู่ ชั่วครู่หนึ่ง แต่เพราะเศรษฐีแซ่เฮ้งเป็นผู้มีน้ำใจ และซื่อสัตย์ จึงได้เล่าเรื่องที่เซี้ยโจ้วสั่งไว้ ให้แก่บุคคลทั้งสองฟัง ที่แท้ บุคคลทั้งสอง ท่านหนึ่งเป็นจักรพรรดิ์จูง้วนเจียง อีกท่านหนึ่งเป็นเสนาบดีเล่าแป๊ะอุง ทั้งสองแต่งกายเยี่ยงสามัญชน เพื่อ มาตามหาเซี้ยโจ้ว ให้ไปช่วยราชการแผ่นดิน เมื่อมาถึงไม่พบเห็นก็รู้สึกแค้นเคืองที่หลบหน้า แต่กลับแนะให้อวยพรแก่ สามัญชน   เล่าแป๊ะอุงจึงทูลว่ารับประทานอาหารสุราเขาแล้ว อวยพรให้เขาก็ดูเหมาะสมอยู่   ว่าแล้วคนทั้งสองก็ลุกขึ้นยืน
 
 
 
แล้วเอามือแตะที่คาน จูง้วนเจียงอวยพรว่า "บุตรนับพัน หลานนับหมื่น" เล่าแป๊ะอุงกล่าวต่อ "ร่ำรวยอายุยืน" เศรษฐีแซ่เฮ้งจึงเรียนเชิญให้แต่งกลอน ด้วยที่จูง้วนเจียง ยังแค้นเคืองเซี้ยโจ้วอยู่ จึงพูดแบบประชดว่า “ภรรยาตาย ก่อนสามี บุตรตายหลังบิดา” เล่าแป๊ะอุงก็แต่งต่อว่า “ชนรุ่น ก่อนมีบุญ คนรุ่นหลังเจริญ เสวยสุข ทรัพย์เพิ่มพูน” พร้อม กับพูดว่า “ดีๆ” จูง้วนเจียงจึงถามว่า “ข้าพูดคำสบถ ดีตรง ไหน” เล่าแป๊ะอุงกล่าวว่า “เจ้านายปากประกาศิต คำพูดล้วน ดีทั้งนั้น ภรรยาตายก่อนสามี ถือว่ามีบุญ ลูกตายหลังพ่อ ก็ เข้าหลักเกณฑ์ที่ดี” จูง้วนเจียงฟังดูแล้วจึงพยักหน้า และว่า ดีใช้ได้


ดังนั้นคนรุ่นหลังจะสร้างบ้าน สร้างศาลบรรพชน บนคาน ก็ จะเขียนว่า บุตรนับพันหลานนับหมื่น ร่ำรวยอายุยืน หรือไม่ก็
เขียนว่า ชนรุ่นก่อนมีบุญ คนรุ่งหลังเจริญ เสวยสุข ทรัพย์ เพิ่มพูน ต่อมาได้ข่าวว่าท่านเศรษฐีแซ่เฮ้ง และภรรยามีอายุ ยืนกว่าร้อยปี มีลูกหลานสืบสกุลมากมาย ฐานะก็เจริญรุ่ง เรืองสืบต่อๆ กันไป


หลังจากเซี้ยโจ้วได้ออกจากหน่ำเกียแล้ว ก็เดินทางเข้า เมืองฮกเกี้ยน ข้ามแม่น้ำสำคัญๆ ถึง 3 สาย เปลี่ยนชื่อ แซ่ใหม่เป็น ฮ้อเอี้ยฮุ้ง และแกล้งทำเป็นคนสติฟั่นเฟือน ปล่อยผม เผ้ารกรุงรัง เสื้อผ้าใส่ไม่ซัก เหาขึ้นเต็มหัว จุดประสงค์ก็เพื่อปกปิดฐานะเดิม ไม่ให้จักรพรรดิ์จูง้วนเจียง และเสนาบดีเล่า แป๊ะอุงตามพบ ร่อนเร่พเนจรไปตามที่ต่าง ๆ ไม่มีที่อยู่เป็น หลักแหล่งแน่นอน จากเหนือจรดใต้ จนมาถึงเมืองแต้จิ๋ว เซี้ยโจ้วได้สร้างคุณประโยชน์ ให้ชาวบ้านมากมาย ซึ่งทิ้งร่องรอย จารึกไว้มิใช่น้อย


เซี้ยโจ้ว เป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้า และเชี่ยวชาญเรื่องฮวงจุ้ยเป็นอย่างดี เพียงได้เห็นรูปร่างของภูเขา สายธาร และน้ำไหล ในรัศมี หลายสิบลี้ ท่านก็รู้ดีว่าตำแหน่งของหลุมฝังศพควรอยู่ที่ใด และกระแสพลังของพื้นดินเป็นอย่างไร รวมทั้งทิศทางที่เป็น มงคล และอัปมงคล ก็คำนวณได้โดยไม่ผิดเพี้ยน กิตติศัพท์ของท่านจึงเป็นที่เลื่องลือ ดังนั้นในแถบเมืองแต้จิ๋ว ต่างก็เชิญ ท่านไปตั้งประตูเมืองบ้าง ศาลบรรพชนบ้าง สุสานบ้าง นับวันก็ยิ่งทวีมากขึ้น อีกทั้งยังได้รับการยกย่อง ว่าเป็นผู้ที่มีปาก ประกาศิต คนที่เชิญ เซี้ยโจ้ว ไปตั้งศาลบรรพชน หรือสุสาน หากเชื่อ และทำตามคำแนะนำ ก็จะเจริญรุ่งเรืองทุกรายไป ดังนั้นชาวบ้านจึงขนานนามท่านว่า "ซักบ้อเซียน"


ที่จริงแล้วนั้น รอยอริยะ และความปาฏิหารย์ของ องค์ฮ้อเอี้ยฮุ้งเซี้ยโจ้ว ที่เมืองแต้จิ๋วยังมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “องค์
ฮ้อเอี้ยฮุ้งเซี้ยโจ้วได้รับเสื้อเทพเจ้า”  “สัญลักษณ์ที่ใช้กิ่งใบต้นไทรแขวนไว้บนขอบประตู ในเทศกาลหง่วนเซียว” หรือ “ชนบทแห่งเมืองเทพเจ้า ซึ่งเป็นที่มาแห่งประตูเทพเจ้า”  “แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์” และ “ประตูคีแจ่มึ้ง” ตลอดจน “ศาลาหิน” เรื่องราวเหล่านี้ ล้วนเป็นรอยอริยะของ องค์ฮ้อเอี้ยฮุ้งเซี้ยโจ้ว ที่เล่าขานสืบทอดกันมากว่า 600 ปี ซึ่งจะขอยกเป็นเพียง บางเรื่องมากล่าวไว้ ณ ที่นี้


ในบั้นปลายชีวิตของเซี้ยโจ้ว ได้มาพำนักอยู่กับตระกูลโล้ว หมู่บ้านห่งกั้ง ตำบลกุ้ยสือ อำเภอเตี่ยเอี๊ย แม่เฒ่าตระกูลโล้ว ได้ให้การดูแลเอาใจใส่เซี้ยโจ้วเป็นอย่างดี ทำให้เซี้ยโจ้วรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจมาก กาลเวลาได้ผ่านไประยะหนึ่ง ในวันที่ ท้องฟ้าแจ่มใส เซี้ยโจ้วได้ถอดเสื้อคลุมออกพาดไว้ตากแดด แต่หารู้ไม่ว่าในขณะที่นอนหลับอยู่นั้น ท่านแม่เฒ่าผู้เป็นเจ้า ของบ้าน เห็นว่าเสื้อคลุมของเซี้ยโจ้ว ทั้งสกปรก ทั้งเหม็น มีเหาเต็มไปหมด ด้วยความหวังดีคิดจะซักให้ จึงนำน้ำร้อนมา ราดใส่ ทันใดนั้นเซี้ยโจ้วก็สะดุ้งตื่นพร้อมส่งเสียงร้องว่า “ชีวิตข้าจบสิ้นแล้ว” เพราะตอนที่ราดน้ำร้อนลงไปบนเสื้อคลุม ตัวเหาถูกน้ำร้อนลวกตายหมด และตัวของเซี้ยโจ้วเอง ก็มีลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลอกด้วยเช่นกัน นับเป็นปรากฎการณ์ที่ อัศจรรย์ยิ่ง สมคำที่ร่ำลือกันว่า ตัวเหา ที่แท้คือองครักษ์ประจำกายของเซี้ยโจ้ว ท่านรู้ตัวเองดีว่า มิอาจหลีกพ้นชะตากรรม ครั้งนี้ได้ จึงได้สั่งครอบครัวตระกูลโล้วว่า


เมื่อข้าจบชีวิตลง ให้จัดการฝังศพข้าไว้บนเนินสูงริมธารน้ำห่งกั้ง ซึ่งเป็น “อั๊วะกูตี่”
อันเป็นชัยภูมิที่เป็นเนินเหมือนหลังเต่าที่มีชีวิต จัดเป็นทำเลที่เป็นมงคลยิ่ง
แท่นศิลาจารึกให้เขียนไว้ว่า “สุสานแห่งเทพภูมิทัศน์ซักบ้อเซียน”


ตามที่เล่าขานสืบต่อกันมา ตอนที่เซี้ยโจ้วใกล้จะจบชีวิตลงนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของท่านแม่เฒ่าตระกูลโล้ว เซี้ยโจ้วได้เอ่ยถามท่านแม่เฒ่าว่า ต้องการได้อะไรจากข้าบ้าง อาทิเช่น น้ำมันงาเติมตะเกียงสัก 3 เต้า หรือต้องการให้มี กุลสตรีในตระกูลที่เป็นยอดหญิงที่เก่งกาจ หรือต้องการให้ลูกหลานมีตำแหล่งใหญ่โตในราชสำนัก 18 สมัยก็บอกมา แต่ แม่เฒ่าถือวาจาสัตย์ของเซี้ยโจ้ว เหมือนเป็นการพูดหยอกล้อเล่น จึงทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจคำประกาศิตของเซี้ยโจ้ว ตอนหลังแม่เฒ่าได้ตอบว่า คนบ้านนอกคอกนา เป็นชาวนาชาวไร่ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน มีทำมีกินไปวันๆ ก็พอใจแล้วล่ะ!


หลังจากนั้น ที่ ณ ริมแม่น้ำเหลียงกัง ทางด้านนอกประตูทิศใต้ (หน่ำมึ้ง) หมู่บ้านห่งกั้ง ตำบลกุ้ยสือ อำเภอเตี่ยเอี้ย ก็มี สุสานโบราณแห่งหนึ่ง หรือก็คือสุสานขององค์ฮ้อเอี้ยฮุ้งเซี้ยโจ้ว ที่มีแท่นศิลาจารึกไว้ว่า
 

“สุสานที่กำเนิดเทพเจ้าซักบ่อเซียน”
“บูรณปฏิสังขรณ์ในปีราชการกวงสูที่ 13”
“ตระกูลโล้วเจ้าของห่งกั้งผู้สร้าง”


นับจากรัชสมัยราชวงค์หมิงจนถึงปัจจุบัน สุสานแห่งนี้มีอายุยาวนานถึง 600 กว่าปี สถานที่แห่งนี้ เป็นเนินมีลักษณะเหมือน เต่าที่มีชีวิต ด้านหนึ่งติดริมแม่น้ำ สายน้ำสะท้อนประกายดั่งคลื่นสีหยก น้ำในคลองไหลวน แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไหล ต่อเนื่องอย่างไม่เคยขาดสาย แม้กระทั่งในช่วงที่เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในรอบ 70 ปี ทั้งๆ ที่ี่ไม่เคยปรากฏภัยแล้ง เช่นนี้มา ก่อนเลย ในประวัติศาสตร์ ก้นแม่น้ำเหลียงกังแห้งขอด จนกลายเป็นทางเดินม้า แต่สระด้านหน้าสุสานกลับมีน้ำลึก 3 เมตร กว่า น้ำในสระทั้งใส และหวานชื่น ยามใดที่แม่น้ำเหลียงกังขาดแคลน ไม่อาจใช้เป็นแหล่งน้ำได้ สระน้ำแห่งนี้สามารถหล่อ เลี้ยงชาวบ้านบ้านใกล้เรือนเคียงได้ถึง 3 ตระกูล คือ ตระกูลแพ้ ตระกูลเบ๊ และตระกูลโล้ว หงส์เหิรบินข้ามคลอง สายน้ำ ไหลผ่าน ทั้งทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ตลอดไปยังแดนไกล หงส์ร่อนเหนือฟ้า แดนหงส์ แจ่มจรัส ร่องรอยโบราณ แห่งเทพเจ้าซักบ่อเซียน กลายเป็นตำนานเล่าขาน และสรรเสริญสืบต่อกันมาตราบชั่วกาลนาน

ที่มา: http://www.peawyeangtai.org/horyeahung.html

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

คมชัดลึก : ข่าวเด่น

คมชัดลึก